หน้าแรก บล็อก หน้า 19

ยืมแล้วหัดใช้คืนด้วย ยืม ไม่ใช่ให้ทาน คืนกันบ้างก็ได้ เห็นใจคนให้เงินยืมด้วย

0

ผลกระทบในการยืมเงินของเราแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่าจะ

เปลี่ยนไปตามความตั้งใจของผู้ที่ยืม ถ้าแล้วแต่คนยืมว่ามีเจตนาที่จะ

ไม่คืน …หรือมีไม่กี่คนก็ยืมแล้วแต่ยังไม่มีที่จะคืนจริงๆ …และไม่กี่คน

ก็ผลัดไปเรื่อย ผลัดแล้วผลัดอีก ไม่มีเงินคืน

แต่ไม่กี่คนที่ว่านี้ ก็ยังมีเวลาถ่ายรูปร้านอาหารหรู เที่ยวต่างประเทศได้

นั่นซิเราก็ไม่เข้าใจตรรกะความคิดของคนที่ยืมเงินเหมือนกัน

แต่กับบางคนในทางธรรมคือหากถ้าเรายกหนี้ให้เขา นั่นก็แปลว่า

เป็นการสร้างบุญให้กับตัวเรา นั่นก็คือถือซะว่าเป็นการให้คนที่ไม่ดีออก

ไปจากชีวิต แล้วสำหรับคนที่ยืมเงินแล้วไม่คืนมักจะมีนิสัย ชอบหลบ

หน้า ไม่กล้ามาสู้หน้า หนีหายไปติดต่อไม่ได้ ซึ่งเราไม่ควรไปตามทวง

ให้เปลืองเวลา เพราะ หากเขาอยากจะคืนจริงๆ เขาคงหามาคืนนาน

แล้ว

จึงเป็นเหตุให้ ไม่จำเป็นต้องไปตามถามตามทวง เพราะว่าเงินที่หมด

ไปก็ถือว่าจ่ายให้เขาออกไปจากชีวิต จ่ายเงินเพื่อดูนิสัย พิสูจน์ความ

จริงใจ ดูวาจา ของผู้ที่ยืมนั้น เพราะว่าถ้าตัวเขาดีนั้นเขาจะรักษา

สัญญา และหาเวลานำเงินมาคืน การยืมเงินแล้วไม่คืนผลอาจไม่

เหมือนกัน จะได้วัดดูที่ตัวการกระทำ ของแต่ละคน เมื่อรู้ว่า การกระทำ

เป็นอย่างไรก็จะพออนุมานถูกว่า ผลที่แสดงออก น่าจะประมาณไหน

รูปแบบของ ผลก็จะ แปรไปตามเจตนา รวมทั้งความสามารถที่จะ

ทำให้สำเร็จตามเจตนาด้วย

 

ตัวอย่างเช่น บางคนยืมด้วยความตั้งใจคืน อาจมีข้อสัญญาชัดเจนว่า

จะคืนเมื่อใด ให้หรือไม่ให้ ด อ ก เบี้ย เมื่อคืนได้ตามนั้นพร้อมของแถม

ตามข้อตกลง ผลที่เกิดขึ้นทันที คือความผูกพันในทางดี และก็ดูเป็น

คนน่าเชื่อถือสำหรับกันและกัน …และฝ่ายให้ ถือว่าได้บุญที่ให้โอกาส

…ฝ่ายรับ ถือว่าได้บุญที่ได้ทำตามที่พูด มีความสุข มีความเป็นผู้ใหญ่

ด้วยกันทั้งคู่

แต่กับบางคนนั้นยืมเสร็จแล้วไม่ได้คิดจะคืน สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีในชาติ

ปัจจุบัน คือ ท ร ม า นใจ แล้วก็ขาดความนับถือตัวเอง และ การไม่

เป็นที่น่าเชื่อถือของคนอื่น พอถึงจุดหนึ่งคนพวกนี้จะลืมความสัมพันธ์

เก่าๆหมด พอเห็นตัวเลขในบัญชีที่คืนได้ ก็เกิดความเสียดาย ความไม่

อยากคืนหวงเงินเข้าครอบงำจิตใจ รู้สึกขึ้นมาว่าอยู่ในบัญชีเขา แปลว่า

เงินเขา เรื่องอะไรจะให้หายไปอยู่ในมือคนอื่น

 

จึงเห็นเป็นสิ่งสำคัญว่า” ของเขา ” ทั้งๆที่ไม่ใช่นั่นแหละ สิ่งที่เกิดทันที

คือมีจิต อ่ อ น แ อ คิดอะไรแบบตื้นๆ ไม่คิดถึงว่าติดเงินผู้อื่น แถมตัว

เขาก็อยู่บนเส้นทางของคนเหลวไหลข้างหน้า จึงสมควรกับชะตาที่ดู

เหลวไหลไร้เหตุผล …ช่วงระยะวันหนึ่งเหมือนมีทรัพย์ที่ยั่งยืน อีกวัน

กลับมลายหายไปราวกับความฝัน เป็นต้น พูดง่ายๆว่า มีสิทธิ์เสียทั้ง

ทรัพย์ เสียทั้งชื่อเสียง ด้วยการถูกใส่ ร้ า ย ใส่ไฟได้สารพัด

หลักความจริง นั้นก็เช่นที่พระพุทธเจ้าเคยตรัส คือ คน โก หก เป็น

นิตย์ ที่จะทำไม่ดี อะไรไม่ได้นั้นไม่มี เพราะว่าถ้ามาถึงขั้นไม่พูดจริงจัง

เพื่อคิดไม่คืนเงินคนอื่นได้ แถมทำให้เจ้าของเงินเขาเดือดร้อนหน้าตา

เฉยได้ ก็แปลว่าต้องทำ สิ่งที่ไม่ดีได้หน้าตาเฉย แล้วก็จะทำหนักกว่านี้

ไปเรื่อยๆ ฉะนั้น ผลกระทบที่ควรได้รับที่แท้จริงจึงน่าก ลั วกว่าที่เรา

เห็นๆกัน

 

แล้วกับคนที่ถูกเขาไม่จ่ายเงินคืนก็ต้องระลึกด้วยว่า ผลของคนโ กง

ยังไม่จบ เมื่อทวงแล้วไม่คืน เมื่อฟ้องแล้วไม่สำเร็จ (เพราะ ส่วนใหญ่

มักไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรกัน) ที่สุดก็เหลือผลทางใจเราจะ

เลือกต่อ ปล่อยเขาไปตามผลที่เขาทำหรือจะไล่ ตามทวงเงินต่อดี

 

-ขอขอบคุณ : bitcoretech.com

พ่อกับแม่ บางคนท่านไม่ แม้แต่ปริญญาสักใบ ท่านแกร่งมาก ส่งเราจนจบปริญญาได้

0

แม่กับพ่อท่านนี่..เยี่ยมมากๆเลยเนาะแม่กับบางคนไม่มี “ปริญญาสัก

ใบ” แต่ท่านส่งให้ลูกเรียนจน ” จบปริญญาได้ “

แม่กับพ่อท่านนี่แกร่งเนาะ ” มีกันแค่เพียงสองคน “

แต่ท่านนั้น” เลี้ยงลูกห้าหกคน “ จนเติบโตกว่าท่านได้

แม่กับพ่อท่านนี่..ก็แปลกดี ไม่เคยเห็นแต่งชุดดีๆ..หรือมีข้าวของดีๆ

ใช้ แต่พวกท่านมีปัญญาหาเงินมาซื้อข้าวของดีๆให้ลูกได้

ท่านสามารถทำให้ลูกเข้ากับสังคมได้โดยไม่อายใคร

แม่กับพ่อท่านนี่..ก็ตลกดีเนาะไม่เคยได้หยุดพัก

ถึงยังไงท่านก็ไม่เคยบ่นท่านยอมทน กับความเหนื่อย

เพียงเพราะเกรงว่า ” เราจะไม่สบาย “

ท่านคือคนที่ ” เชื่อมั่นในตัวเรา “

ท่านนั้นเก่งมากแม้ในวันที่เรา ” หมดความเชื่อมั่น “ ในตัวเอง

เหนื่อยเมื่อไหร่… กลับไปหากำลังใจที่บ้านน๊ะ

ท่านที่อยู่ที่บ้าน ” ไม่เคยดูถูกเรา “

หรือกระทั่งในวันที่เรา “ดูถูกตัวเอง”

แม่กับพ่อ ยอมทานข้าวกับเกลือได้

นั้นก็เพราะว่าอยากให้ลูกได้ทานกับข้าวดีๆ

ท่านต้องการให้ลูกยิ้มได้ แม่กับพ่อ ก็ อิ่ม

ห้ามมองสิ่งที่ท่านทุ่มเทให้เป็น ” สิ่งเล็กน้อย “

นั่นก็เพราะว่ามันอาจหมายถึง ” ทั้งหมดที่ท่านทั้งสองมี “

เสื้อเก่าๆขาดๆ พ่อ แม่ ใส่ได้

แค่เห็นลูกมีข้าวของเครื่องใช้

ไม่รู้ว่า เรานึกถึงพ่อแม่ตอนไหนบ้าง..?

แต่สำหรับแม่กับพ่อนั้น คงไม่มีเวลาไหนไม่นึกถึงลูก

แม้สักวินาทีเดียว ” สำนึกบุญคุณ “ ได้

จงรีบกลับไปดูแลแม่กับพ่อท่านทั้งสอง

อย่าบ่นหากท่านทำอะไรไม่ถูกใจ

นั่นก็เพียงว่าท่านต้องทนมากกว่าเราเยอะ

รีบไปเถอะ… กลับไป ” กอดท่าน “

ก่อนช่วงที่จะถึงวันนั้น ในวันที่ตัวของท่านเย็น…

จนกอดไม่อุ่นอีกแล้ว…

ขอขอบคุณ  : อักษร , bitcoretech

ช่วงอายุที่มากขึ้น เลิกแคร์คนอื่นแล้วหันกลับมาใส่ใจตัวเองให้มาก

0

ใครๆต่างก็รู้ว่าเมื่อช่วงอายุมากขึ้น ชีวิตเราก็ต่างเก็บเกี่ยวประสบการณ์

ที่มากขึ้นด้วย แต่บางคนก็ยังคงครุ่นคิดถึงอดีตที่เคยผิดพลาดหลายๆ

ประการณ์ ดังนั้นเชื่อเถอะครับว่าคุณควรหัดเรื่องคิดในเรื่องต่างที่ไม่ดี

ได้แล้ว หัดเข้าใจชีวิตให้มากขึ้นได้แล้ว

1. ไม่ต้องแคร์เลยว่า คนเหล่านั้นภายในสังคม

จะมีมุมมองถึงคุณอย่างไร ไม่ว่าหน้ากากและหัวโขนแม้

จะอยู่กับคุณอีกไม่ถึงสิบปีต้องรู้จักละวาง แล้วก็หัดไม่จำเป็นต้องมีตัว

ตนของคุณลงบ้างและกลับไปหาเพื่อนที่ดีที่มีความจริงใจกับคุณจริงๆ

ต้องถอยห่างจากคนที่ไม่จริงใจกับคุณ และกับคนที่มาเพียงเพื่อจะ

หวังผลประโยชน์จากตัวคุณ หรือเอารักเอาเปรียบคุณ

2. รู้จักลดลงกับการทำงานหนักได้แล้ว เพราะคุณ

เป็นมนุษย์เงินเดือนภาคเอกชน ถ้าอายุ 50แล้วยังไม่ขึ้นเป็นระดับผู้

บริหาร นั่นก็เพราะว่าตัวของคุณไม่ได้อยู่ในสายตาเจ้านายเท่าไรก็ไม่

ควรไปเสียพลังชีวิตให้กับการทำงานที่ยากและหนักเลย ต้องหัดใช้

เวลาดูแลสุขภาพตัวเองให้มากๆจะดีกว่า แล้วถ้าตัวคุณขึ้นเป็นระดับผู้

บริหารที่ต้องทำงานหนักเพื่อบริษัทก็จัดสรรเวลาให้กับครอบครัว และ

สุขภาพตัวคุณเองบ้าง

แต่ถ้าเป็นข้าราชการ ต้องมีความมั่นคงและมีเวลาว่างพอสมควรได้

แล้วนะ หัดใช้เวลาดูแลสุขภาพและเตรียมงานอดิเรกหลังเกษียณได้

เลย คือถ้าตัวคุณทำงานอิสระ freelanceคุณสามารถทดลองเกษียณ

ล่วงหน้าได้เลยถ้าคุณมีเงินพอตามข้อ 1 แล้ว แต่ถ้าตัวคุณเป็นเจ้าของ

กิจการคุณควรต้องเริ่มหาผู้ช่วยมือขวาที่ไว้ใจได้มาช่วยคุณบริหารงาน

ได้ เริ่มจากที่คุณสามารถออกมาดูแลห่างๆได้ แต่อย่าหวังว่า ลูกของ

คุณจะรับภาระนี้ปล่อยให้เขาเลือกทางเดินชีวิตเองเถิด

3. พอได้แล้วกับการเล่นอินเทอร์เน็ตที่มากเกิน

ไป ต้องถึงเวลาที่ควรเริ่มทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันและมีคุณค่าดีกว่า

เสียเวลากับ Social Network(ยกเว้นว่าคุณใช้ในการติดต่อเพื่อนฝูง

เก่าๆหรือหาข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์)ในการเล่น FB หรือเล่น

Line เล่นได้ แต่สมควรมีการจำกัดเวลาเพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้คุณ

เสียเวลาแล้วก็ได้ประโยชน์น้อยสำหรับคนที่มีครอบครัว ต้องหันกลับ

มาดูแลคู่ชีวิตแล้วก็ลูกของคุณให้มากขึ้นเพราะเขาเหล่านั้นเป็นคนที่

หวังดีกับคุณเต็มร้อยโดยไม่มีเงื่อนไข สำหรับชายโสด ไม่ง่ายที่จะหา

คู่ชีวิตที่รักตัวคุณมากกว่ากระเป๋าสตางค์ของคุณ หาหมามาเลี้ยงยัง

ง่ายกว่าสำหรับหญิงโสด คุณคงเคยชินกับชีวิตโสดแล้วและรู้ว่าอยู่คน

เดียวสบายที่สุดแล้ว

4. หัดหยุดนึกถึงความล้มเหลวในอดีตที่ผ่านมา

นั่นเป็นการคิดถึงแต่เรื่องไม่ดี ที่ผ่านมาจะทำให้ความสุขที่คุณควรจะ

ได้รับในปัจจุบันหายไปต้องหัดคิดเสมือนว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของ

คุณแต่ลงมือทำเสมือนว่าคุณยังมีอายุยืนยาวได้ถึงแปดสิบ

5. เลิกปิดกั้นจิตใจตัวเองที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ใน

ช่วงเวลาที่ผ่านมา ตัวคุณเองอาจจะพลาดอะไรหลายๆอย่างไปเพราะ

การปิดใจตัวเองไว้ เพียงแค่ลองเปิดใจและเรียนรู้คุณจะพบว่าโลกมัน

กว้างกว่าที่คุณคิด อายุเลขห้าไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้เรื่อง

ใหม่ๆคบกับเด็กรุ่นใหม่บ้าง คุณจะได้เข้าใจสังคมปัจจุบันมากขึ้นและ

ลดปัญหาช่องว่างระหว่างวัย

6. ควรหยุดได้แล้วกับการใช้จ่ายเงินอย่าง

เพลิดเพลิน เพราะถ้าคุณเริ่มคิดเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณ นั้นดู

เหมือนว่าค่อนข้างจะสายไปแล้วนะอายุเกิน 50 เท่าไร คุณควรมีเงิน

สะสมที่ใช้หลังเกษียณต่อปี บวกไปอีก 10 ปีเช่น อายุ 51 ควรมีเงิน

สะสม 10+1=11 ปีอายุ 52 ควรมีสะสม 12 ปี อายุ 60 ควรมีเงินสะสม

20 ปีนั่นเป็นตัวเลขโดยประมาณว่า คุณจะลาโลกตอนที่อายุ 80 ปี

7. ไม่ต้องลังเลแล้วเกี่ยวกับการทำงานและการ

เริ่มหางานใหม่ เพราะว่าถ้าอายุย่างเข้าวัย 50 จะต้องมีงานที่

มั่นคงและเป็นงานที่คุณรักมากๆ ได้แล้วว่าถ้างานนั่นไม่ใช่ตัวตนของ

คุณหรืองานที่คุณรักดูแล้วก็คงจะสายเกินไปที่จะไปเริ่มใหม่จงอดทน

ทำต่อไป เพราะคุณคุ้นชินไปแล้วถ้าจะหางานใหม่น่าจะเป็นงานที่คุณ

อยากทำหลังเกษียณมากกว่า

8. เลิกทำร้ายร่างกายของคุณ เช่น การเมาค้าง, สูบ

บุหรี่, อดนอน, อาหารขยะ,กินโดยไม่ประมาณ, ขับรถเร็ว แล้วก็ควรหัน

กลับมาดูแลร่างกายด้วยการออกกำลังกายได้แล้ว ทุกคนคงจะผลัดวัน

และเลี่ยงการออกกำลังกายมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มสาวแต่พอเมื่ออายุ

เลขขึ้นห้า นั่นก็แสดงว่าร่างกายคุณกำลังจะร่วงโรยแล้วดังนั้นควรหัน

มาใส่ใจกับการออกกำลังกายจริงๆ เสียที

9. หยุดกังวลถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

เช่น ถุงใต้ตา, ตีนกา, เหนียงที่คอ หรือรอยย่นทั้งหลายริ้วรอยเหล่านี้

เป็นตัวบอกถึงช่วงเวลาและประสบการณ์ที่คุณผ่านร้อนผ่านหนาวมา

คุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงความแก่ได้จงภูมิใจกับงาน จงยอมรับงาน

และจงแก่อย่างสง่างาม

ขอขอบคุณที่มา : khaosocial.net , yimlamun

จะรวยล้นฟ้าแค่ไหน ก็ต้องเลี้ยงลูกให้ยืนได้ด้วยสองขาตัวเอง

0

มีอยู่วันนึงผมพาลูกไปร้านเครื่องเขียน ลูกร้องอยากได้กล่องดินสอ

แล้วพอผมบอกจะซื้อให้ ลูกก็ไปหยิบกล่องดินสอแบบสุดหรู แต่ผมก็

ซื้อแบบธรรมดาให้ ลูกร้องอยากได้ไม้บรรทัด ก็อยากได้แบบราคาสูงและสวยมากๆ ผมก็บอกให้เลือกแค่แบบพื้นฐานที่ใช้งานได้แบบทั่วไป

ลูกผมงอแงหน้าหงิกขึ้นมาทันที เพราะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ

ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ก่อนนอนคืนนี้ตั้งใจ

อยากจะสอนสั่งลูกด้วยการเล่านิทานเปรียบเปรยให้เข้าใจ

ผมคิดจะเลี้ยงลูกไม่ให้เหมือนแบบที่พ่อแม่คนอื่นเขานิยมทำกัน

คือมักไม่ยอมให้ลูกลำบาก ดูแลปกป้องแบบไข่ในหิน ห่วงใยเกินพอดี

ช่วงเวลาหลายปีผ่านไป ผมรู้สึกว่าวิธีการเลี้ยงลูกของผมจะลำบาก

มากขึ้นทุกวัน

จนล่วงเลยไปกระทั้งวันหนึ่ง ผมได้อ่านจดหมายฉบับหนึ่งที่โพสต์ลง

ในบอร์ดของมหาวิทยาลัย

ในจดหมายเขียนถึงลูกเขาที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้น แต่ไม่

ได้เปิดเผยชื่อลูก

ทำให้คิดได้ว่าจดหมายฉบับนี้มีคุณค่ามากในสายตาของผม ในตัวของ

จดหมายได้เขียนเอาไว้ว่า…

…ฝากถึงลูกรักของพ่อ…

ถึงตัวลูกจะทำให้พ่อทุกข์ใจเกินบรรยาย แต่ยังไงลูกก็ยังเป็นลูกของ

พ่ออยู่ตลอดไป ระยะเวลาจากที่ลูกสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้

แล้ว…อาจจะเป็นเพียงคนเดียวของตระกูลเราในรอบหลายชั่วอายุคน

ที่ทำได้สำเร็จ แล้วพอล่วงเลยมา พ่อชักไม่แน่ใจว่าตกลงใครเป็นพ่อ

และใครเป็นลูกกันแน่ ตัวพ่อเองช่วยแบกสัมภาระไปส่งลูกถึงหอพัก

ช่วยกางมุ้ง ปูที่นอน ซื้อกับข้าวกับปลา ต้องสอนแม้กระทั่งวิธีบีบ

ยาสีฟันออกจากหลอด หรือแทบจะเอาแปรงไปแปรงฟันให้ลูกทั้ง

หลายทั้งปวงแต่ก็ดูเหมือนว่ามันเป็นหน้าที่ที่พ่อสมควรต้องทำให้ ไม่

เคยได้ยินคำขอบคุณเอ่ยออกมาจากปากของลูกเลยสักครั้งเดียว

รู้สึกด้วยซ้ำว่าเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ที่พ่อผู้ด้อยความสามารถคนนี้ มี

โอกาสได้รับใช้ลูก ที่บัดนี้ได้เป็นนักศึกษาผู้ทรงเกียรติไปแล้ว

ช่วงปีแรกทั้งปี ที่บ้านได้รับจดหมายจากลูกสามฉบับ…

แม้ข้อความรวมกันแล้วอาจยาวกว่าข้อความในโทรเลขหนึ่งฉบับสัก

หน่อย ข้อความย่นย่อ ลายมือหวัดอ่านยาก

แต่ตรงช่วงคำว่า “เงิน” นี่ตั้งใจเขียนได้ชัดเจน

ที่สุด

ระยะที่ลูกขึ้นปีที่สอง ได้เขียนจดหมายมาแบบถี่ๆ แบบขอเงินเพิ่ม

ลีลาการเร่งเร้าให้ส่งเงิน ข้อความที่เรียกร้องความเห็นใจ รับรู้ได้ถึงว่า

หากเรียนจบแล้ว ลูกสามารถไปยึดอาชีพเป็นพวกเจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้

สินได้เยี่ยมแน่นอน

แล้วก็มีสิ่งที่ทำให้พ่อเจ็บปวดที่สุดนั้น มาจากการที่ลูกอาจหาญถึงขั้น

ปลอมแปลงตัวเลขจำนวนเงินที่ต้องจ่ายค่าหน่วยกิตของมหาวิทยาลัย

ไม่เคยคิดแม้แต่น้อยว่าความคิดลูกจะทำวิธีนี้ มาหลอกขอเงินทองจาก

คนเป็นพ่อแม่ที่ให้กำเนิด เลี้ยงดู รักใคร่ลูกมาตลอด เพียงเพื่ออยาก

ได้เงินเพิ่ม ไปเที่ยวผับ เที่ยวบาร์ และ ร้องคาราโอเกะ…

พอมาคิดถึงเรื่องนี้เมื่อไหร่ก็เจ็บปวดเมื่อนั้น นอนไม่เคยหลับ สาเหตุก็

มาจากลูก โดยพ่อเลี้ยงมาด้วยมือจนเติบใหญ่ แต่กลับกลายเป็นคน

แปลกหน้าในร่างของนักศึกษาเพียงแค่อยากขอภาวนาในใจว่า

นอกจากวิชาความรู้ต่างๆที่ลูกจะเรียนรู้จากมหาลัยแล้ว ลูกควรจะ

กรุณาพัฒนาจิตใจให้เป็นคนซื่อสัตย์ และ กตัญญูรู้คุณด้วยก็จะเป็น

เรื่องที่ดีที่สุด…

แล้วพอหลังจากได้อ่านจดหมายฉบับนี้แล้ว ผมรู้สึกว่าผมยังต้องเดิน

หน้าก้าวไปข้างหน้าตามนโยบายในการดูแลลูกตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก

แม้จะรู้ว่ามันค่อนข้างลำบากในสังคมของเรา แต่มีอยู่วันหนึ่งเพื่อนใน

วัยเรียนที่ย้ายไปต่างประเทศกลับมาเยี่ยมบ้าน มีโอกาสได้นั่งคุยกัน

เพื่อนเล่าว่า คนต่างชาติที่เขาเจอมา พวกเขาเชื่อมั่น วิธีการเลี้ยงลูก

ในวิธีการที่แบบ “ จะรวยแค่ไหน ก็ต้องเลี้ยงลูกแบบจน ”

พวกคนเหล่านั้นเขาเชื่อว่า เ ด็ กที่เติบโตขึ้นมาภายใต้การดูแลปกป้อง

มากไปของพ่อแม่ ถ้าโตแล้ว จะไม่มีปัญญาที่สามารถยืนอยู่บนลำแข้ง

ตัวเอง แล้วก็จะไม่มีวันสำนึกบุญคุณคนอื่น จนกระทั่งพ่อแม่ตนก็ตาม 

ในวันถัดไปเรามีโอกาสออกไปทำธุระด้วยกัน เจอฝนระหว่างทาง เขา

เห็น เ ด็ ก ถูกห่อหุ้มด้วยผ้านวมอย่างหนากลมไปหมดทั้งตัว จนดู

คล้าย “ ลูกบอลยัดนุ่น ” เขาบอกว่า “ เ ด็ กควรจะใส่เสื้อผ้าน้อยกว่า

ผู้ใหญ่หน่อย ” เขาเล่าว่าที่ต่างประเทศแม้หน้าหนาวก็จะไม่เห็นลูกใคร

ที่ถูกห่อแบบ “ ลูกบอลยัดนุ่น ” เหมือนที่เห็น

ในช่วงวันหนึ่งที่แดดจ้าแม้ลูกจะนั่งอยู่ในรถเข็นแต่คนเป็นแม่ก็จะทำใจ

แข็ง ไม่ยอมหยิบที่บังแดดออกมากันแดดให้ลูก ถ้าเห็นลูกวิ่งเล่น

แล้วหกล้มเอง พ่อแม่ก็จะยืนดูเฉยๆให้ลูกลุกขึ้นมาด้วยตัวเขาเอง

พ่อแม่ล้วนพยายามให้ลูกฝึกแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และ อดทนกับ

ปัญหาให้มากที่สุด  ไม่เหมือนกับที่มีหลักการที่ยึดติดมานานกับ

นโยบายที่ว่า “ จะยากจนแค่ไหน ก็ไม่ยอมให้ลูกต้องลำบาก ” สงสัยจะถึงเวลาต้องทบทวนกันใหม่ได้แล้ว

วิธีการเลี้ยงลูกของสั ต ว์ทั้งหลายในโลกนี้ ตอนลูกยังเล็ก ยังไม่แข็ง

แรง สิ่งมีชีวิตบางชนิดอมลูกไว้ในปาก บางชนิดซุกลูกไว้ใต้ปีก

กลัวลูกๆจะไม่ปลอดภัย แต่พอลูกเริ่มโตได้ที่แล้ว พวกเขาจะไล่ลูก

ออกไปอย่างไร้เยื่อใย ให้ลูกไปเผชิญกับโลกภายนอกเอง ไปฝึกวิทยา

ยุทธเอง เพื่อกล้าเผชิญปัญหาและมรสุมทุกรูปแบบ แล้วชีวิตจะไม่เจอ

ทางตัน เห็นหรือยังว่าแม้แต่สัตว์ทั้งหลายก็ยังรู้ถึงหลักการ “ จะรวยแค่

ไหน ก็ต้องเลี้ยงลูกแบบจน ”

โดยวิธีนี้จะฝึกฝนให้ลูกๆทั้งหลายรู้จักยืนอยู่บนลำแข้งตัวเอง และรู้จัก

สำนึกและตอบแทนบุญคุณคนเป็นพ่อเป็นแม่

แล้วก็มีอย่างหนึ่งที่ไม่ควรลืม ถึงแม้คุณจะอยากดูแลด้วยวิธีปกป้อง

หรือโอ๋ลูกขนาดไหนก็ตาม คุณคงไม่มีปัญญาตามไปวุ่นวายหรือดูแล

พวกเขาในช่วงครึ่งหลังของชีวิตเขา เพราะตอนนั้นคงได้เวลาที่คุณจะ

ได้หลับยาวไปแล้ว

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงลูกคือ เราต้อง “รวย” และ “จน” ไปพร้อมๆ

กัน รวยเวลา ในการดูแลลูก ให้เวลากับลูกมากๆ

รวยจิดใจ เปิดใจให้กว้าง รับฟังเขาให้มาก

รวยคุณธรรม ปลูกฝังจิตสำนึกต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และ ต่อสังคม

จนเงินทอง ลูกอยากได้อะไรอย่าซื้อให้ในทันที ต้องขัดใจบ้าง ให้ลูก

ได้เรียนรู้ว่า ทุกอย่างในโลกไม่สามารถได้ดั่งใจลูกได้

จนคำพูด อย่าพูดพร่ำเพื่อ อย่าตำหนิด้วยอารมณ์ ตำหนิลูกด้วยเหตุผล

ประหยัดคำพูด อย่าพูดทุกคำที่คิด เพราะ ลูกจะนำไปคิด และ เลียน

แบบในทุกคำที่พูด

จนการกระทำ ลูกมักทำตามพ่อแม่เสมอ การกระทำไหนที่ไม่ดี อย่า

แสดงออกให้เ ด็ กเห็น โดยเฉพาะ พ่อ แม่ สังเกตุง่ายๆที่บ้านไหนพ่อ

ดื่ ม เ ห ล้ า สู บ บุ ห รี่ ส่วนมากเมื่อโตขึ้นลูกก็มักจะ ดื่ ม เ ห ล้ า สู บ

บุ ห รี่ ด้วย ( ที่แย่สุดคือ ผมเคยเห็นพ่อกำลังสอนลูกว่า บุ ห รี่ มันไม่

ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ในมือของตัวเองกำลังคีบ บุ ห รี่ อยู่ )

จนฐานะ ให้ลูกตระหนักรู้เสมอว่า พ่อแม่ ไม่ได้มีพร้อมไปทุกอย่าง

อยากได้อะไรต้องแสวงหาเอง ลูกจะเรียนรู้การทำงานหนัก ความขยัน

และ ความรับผิดชอบ

ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก : ขจรศักดิ์ , bitcoretech